ทำไมขนาดยาลดไข้ต้องคิดจากน้ำหนัก ไม่ใช่อายุ
เด็กอายุ 2 ขวบเท่ากันสองคน อาจหนัก 10 กิโลกรัมกับ 16 กิโลกรัม ต่างกันกว่าครึ่ง ถ้าป้อนยาตามอายุ เด็กตัวเล็กจะได้ยาเกินไปราวครึ่งหนึ่งของขนาดที่ควรได้ ส่วนเด็กตัวโตจะได้น้อยเกินจนไข้ไม่ลง ขนาดยาลดไข้ในเด็กจึงคิดเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมเสมอ และต้องเป็นน้ำหนักปัจจุบัน ไม่ใช่น้ำหนักครั้งที่ชั่งเมื่อหลายเดือนก่อน
ตัวเลขบนกล่องยาที่เขียนว่าเหมาะกับอายุเท่านั้นเท่านี้ เป็นค่าประมาณสำหรับเด็กที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของวัยนั้น ใช้ได้เมื่อไม่มีทางชั่งน้ำหนักจริง แต่ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรยึดเมื่อชั่งได้
จุดที่พ่อแม่คำนวณพลาดบ่อยที่สุด คือความแรงบนฉลาก
พาราเซตามอลน้ำเชื่อมในไทยมีอย่างน้อยสามแบบที่ขวดหน้าตาคล้ายกันมาก คือชนิดหยดเข้มข้น 100 มิลลิกรัมต่อ 1 มิลลิลิตร น้ำเชื่อม 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร และน้ำเชื่อมสำหรับเด็กโต 250 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร สองแบบหลังต่างกันกว่าสองเท่า ถ้าหยิบขวด 250 มาตวงตามจำนวนซีซีของขวด 120 เด็กจะได้ยาเกินทันทีโดยที่ปริมาณยาที่เห็นในกระบอกดูเท่าเดิม
ก่อนตวงทุกครั้งจึงต้องอ่านบรรทัดความแรงบนฉลากก่อน แล้วค่อยดูว่าตรงกับบรรทัดไหนในผลคำนวณ โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนขวดใหม่ ซื้อจากร้านอื่น หรือมียาที่ได้จากโรงพยาบาลปนกับยาที่ซื้อเอง
อีกเรื่องที่ทำให้ได้ยาเกินโดยไม่รู้ตัวคือยาแก้หวัดและยาชงสำหรับเด็กหลายสูตรมีพาราเซตามอลผสมอยู่แล้ว ถ้าป้อนพร้อมกับยาลดไข้อีกขวด เท่ากับได้พาราเซตามอลสองทาง ให้อ่านฉลากทุกซองว่ามีคำว่าพาราเซตามอลหรือ Paracetamol หรือไม่
ป้อนแล้วอาเจียนออกมา ให้ซ้ำได้ไหม
ถ้าอาเจียนออกมาทันทีภายในไม่กี่นาทีและเห็นว่ายาออกมาด้วย โดยทั่วไปให้ซ้ำได้ในขนาดเดิม แต่ถ้าผ่านไปเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว ยาส่วนหนึ่งถูกดูดซึมไปแล้ว การป้อนซ้ำเต็มขนาดจะกลายเป็นได้ยาเกิน กรณีนี้ควรรอให้ถึงรอบถัดไปตามเวลาปกติ ถ้าลูกอาเจียนทุกครั้งที่ป้อนยาจนกินยาไม่ได้เลย นั่นเป็นเหตุผลที่ต้องไปพบแพทย์ ไม่ใช่เหตุผลที่จะเพิ่มขนาดยา
สลับพาราเซตามอลกับไอบูโพรเฟนไปมา ควรทำไหม
แนวทางส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้สลับยาสองชนิดเป็นกิจวัตร เพราะประโยชน์ที่ได้เพิ่มมีไม่มาก แต่เพิ่มโอกาสสับสนเรื่องเวลาและขนาดยาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีคนป้อนยาหลายคนสลับกันดูแล การใช้ยาตัวเดียวตามเวลาที่กำหนดแล้วจดไว้ว่าป้อนครั้งล่าสุดกี่โมง ปลอดภัยกว่าในทางปฏิบัติ
ไข้ลงไม่ถึงปกติ ไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล
ยาลดไข้ไม่ได้ทำให้อุณหภูมิกลับไปที่ 36.5 องศา มันลดไข้ลงประมาณ 1 ถึง 2 องศาเท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเลขบนปรอท แต่คือเด็กสบายตัวพอจะกินน้ำ กินนม และนอนหลับได้ ถ้าไข้ลงแล้วลูกลุกมาเล่นได้ กินได้ นั่นคือสัญญาณที่ดีกว่าตัวเลขอุณหภูมิ
ในทางกลับกัน ความสูงของไข้เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าโรครุนแรงแค่ไหน เด็กที่ไข้ 39 องศาแต่ยังเล่นได้ มักน่ากังวลน้อยกว่าเด็กที่ไข้ 38 องศาแต่ซึม ปลุกยาก ไม่ดูดนม หรือหายใจเร็ว อาการเหล่านี้ต่างหากที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาล ไม่ใช่รอดูว่าปรอทขึ้นถึงเท่าไร