ค่านี้ตอบคำถามแคบกว่าที่คิด
ความแปรปรวนของความดันชีพจรตามจังหวะเครื่องช่วยหายใจ ตอบได้เพียงว่าถ้าให้สารน้ำเข้าไป ปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกต่อนาทีจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่คำถามเดียวกับว่าผู้ป่วยรายนี้ควรได้สารน้ำหรือไม่ คนปกติที่แข็งแรงดีส่วนใหญ่ก็ตอบสนองต่อสารน้ำ แต่ไม่ได้แปลว่าควรให้ การตัดสินใจยังต้องอาศัยว่ามีภาวะเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่พอจริงหรือไม่ และความเสี่ยงจากน้ำเกินในผู้ป่วยรายนั้นมากแค่ไหน
เงื่อนไขที่ต้องครบ ไม่อย่างนั้นค่าที่ได้ไม่มีความหมาย
งานตั้งต้นของ Michard และคณะ ศึกษาในผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่ใช้เครื่องช่วยหายใจแบบควบคุมทั้งหมด ไม่มีการหายใจเอง หัวใจเต้นสม่ำเสมอ และทรวงอกปิด เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นสิ่งที่ทำให้หลักการของการวัดใช้ได้
เงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบก่อนเชื่อค่าที่วัดได้ ได้แก่ ผู้ป่วยต้องเป็นจังหวะไซนัส เพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะทำให้ความดันชีพจรแปรปรวนด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการหายใจ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแบบควบคุมโดยไม่มีแรงหายใจของผู้ป่วยแทรก เพราะการหายใจเองทำให้ความดันในทรวงอกเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สม่ำเสมอ ปริมาตรลมหายใจต้องมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงของความดันในทรวงอกได้จริง การตั้งปริมาตรต่ำตามแนวทางปกป้องปอดจึงลดความไวของการวัดลง และอัตราการเต้นของหัวใจต้องเร็วกว่าอัตราการหายใจมากพอสมควร ไม่เช่นนั้นจะมีจังหวะหัวใจไม่กี่ครั้งต่อหนึ่งรอบหายใจจนคำนวณความแปรปรวนไม่ได้
นอกจากนี้ยังใช้ไม่ได้เมื่อทรวงอกเปิดอยู่ในห้องผ่าตัด เมื่อหัวใจห้องขวาล้มเหลวชัดเจน และเมื่อความดันในช่องท้องสูงมาก
ค่าใกล้จุดตัด แปลว่ายังไม่รู้
การทบทวนอย่างเป็นระบบของ Marik และคณะ แสดงว่าค่านี้ทำนายการตอบสนองต่อสารน้ำได้ดีกว่าค่าความดันคงที่อย่างความดันหลอดเลือดดำส่วนกลางอย่างชัดเจน แต่ความแม่นยำนั้นอยู่ที่ค่าซึ่งห่างจากจุดตัดพอสมควร ค่าที่คาบเกี่ยวรอบจุดตัดเป็นบริเวณที่ทำนายไม่ได้ทั้งสองทาง การรายงานว่าตอบสนองหรือไม่ตอบสนองจากค่าที่ต่างจากจุดตัดเพียงเล็กน้อย จึงให้ความมั่นใจมากเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับ
ถ้าเงื่อนไขไม่ครบ ยังมีทางอื่น
เมื่อผู้ป่วยหายใจเอง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือตั้งปริมาตรลมหายใจต่ำ การยกขาสูงเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออก เป็นวิธีที่ไม่ติดข้อจำกัดเหล่านั้น เพราะอาศัยเลือดจากขาของผู้ป่วยเองเป็นสารน้ำทดสอบที่ถอนกลับได้ทันทีเมื่อวางขาลง อีกวิธีคือการให้สารน้ำปริมาณน้อยแล้ววัดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจำกัดปริมาณน้ำที่เสียเปล่าไว้ได้หากผู้ป่วยไม่ตอบสนอง