Mเมดดี้Medee
หน้าแรก›บุคลากร›Pulse Pressure Variation (PPV)

Pulse Pressure Variation (PPV)

การแกว่งของ pulse pressure ตามจังหวะหายใจ ใช้ทำนายการตอบสนองต่อสารน้ำ

คำนวณ PPV จาก pulse pressure สูงสุดและต่ำสุดในหนึ่งรอบการหายใจ ใช้ทำนายว่าให้สารน้ำแล้ว cardiac output จะเพิ่มขึ้นหรือไม่

ค่าที่ต้องกรอก

Pulse pressure variation
28.6 %

PPV เท่ากับ 28.6 เปอร์เซ็นต์ — น่าจะตอบสนองต่อสารน้ำ ค่านี้ใช้ได้เฉพาะในเงื่อนไขที่ครบตามรายการด้านล่าง ถ้าข้อใดข้อหนึ่งไม่ครบ ตัวเลขจะทำนายผิดได้ทั้งสองทาง เป็นตัวช่วยคำนวณ ไม่ใช่คำสั่งการรักษา ต้องประเมินผู้ป่วยรายบุคคลร่วมกับแนวทางเวชปฏิบัติของหน่วยงานเสมอ

ช่วงอ้างอิง
ต่ำกว่า 9% มักไม่ตอบสนอง · 9-13% คาบเกี่ยว · มากกว่า 13% มักตอบสนอง (Michard 2000, Marik 2009)
🔴 ใช้ไม่ได้ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง
หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะ atrial fibrillation · ผู้ป่วยหายใจเองหรือสู้เครื่อง · tidal volume ต่ำกว่า 8 mL/kg PBW · compliance ปอดต่ำมาก · หน้าอกเปิดอยู่ · ความดันในช่องท้องสูง · หัวใจห้องขวาล้มเหลว · อัตราการเต้นหัวใจต่อการหายใจน้อยกว่า 3.6
ตอบสนองแล้วต้องได้อะไร
PPV บอกแค่ว่า "ให้สารน้ำแล้ว cardiac output น่าจะเพิ่ม" ไม่ได้บอกว่า "ควรให้สารน้ำ" ผู้ป่วยที่ตอบสนองแต่ไม่มีภาวะเลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่พอ ก็ไม่จำเป็นต้องได้สารน้ำเพิ่ม
ทางเลือกเมื่อใช้ PPV ไม่ได้
passive leg raise ร่วมกับการวัด cardiac output แบบต่อเนื่อง ใช้ได้แม้มีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือผู้ป่วยหายใจเอง
พื้นที่โฆษณา · ใต้ผลลัพธ์

ค่านี้ตอบคำถามแคบกว่าที่คิด

ความแปรปรวนของความดันชีพจรตามจังหวะเครื่องช่วยหายใจ ตอบได้เพียงว่าถ้าให้สารน้ำเข้าไป ปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกต่อนาทีจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่คำถามเดียวกับว่าผู้ป่วยรายนี้ควรได้สารน้ำหรือไม่ คนปกติที่แข็งแรงดีส่วนใหญ่ก็ตอบสนองต่อสารน้ำ แต่ไม่ได้แปลว่าควรให้ การตัดสินใจยังต้องอาศัยว่ามีภาวะเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่พอจริงหรือไม่ และความเสี่ยงจากน้ำเกินในผู้ป่วยรายนั้นมากแค่ไหน

เงื่อนไขที่ต้องครบ ไม่อย่างนั้นค่าที่ได้ไม่มีความหมาย

งานตั้งต้นของ Michard และคณะ ศึกษาในผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่ใช้เครื่องช่วยหายใจแบบควบคุมทั้งหมด ไม่มีการหายใจเอง หัวใจเต้นสม่ำเสมอ และทรวงอกปิด เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นสิ่งที่ทำให้หลักการของการวัดใช้ได้

เงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบก่อนเชื่อค่าที่วัดได้ ได้แก่ ผู้ป่วยต้องเป็นจังหวะไซนัส เพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะทำให้ความดันชีพจรแปรปรวนด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการหายใจ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแบบควบคุมโดยไม่มีแรงหายใจของผู้ป่วยแทรก เพราะการหายใจเองทำให้ความดันในทรวงอกเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สม่ำเสมอ ปริมาตรลมหายใจต้องมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงของความดันในทรวงอกได้จริง การตั้งปริมาตรต่ำตามแนวทางปกป้องปอดจึงลดความไวของการวัดลง และอัตราการเต้นของหัวใจต้องเร็วกว่าอัตราการหายใจมากพอสมควร ไม่เช่นนั้นจะมีจังหวะหัวใจไม่กี่ครั้งต่อหนึ่งรอบหายใจจนคำนวณความแปรปรวนไม่ได้

นอกจากนี้ยังใช้ไม่ได้เมื่อทรวงอกเปิดอยู่ในห้องผ่าตัด เมื่อหัวใจห้องขวาล้มเหลวชัดเจน และเมื่อความดันในช่องท้องสูงมาก

ค่าใกล้จุดตัด แปลว่ายังไม่รู้

การทบทวนอย่างเป็นระบบของ Marik และคณะ แสดงว่าค่านี้ทำนายการตอบสนองต่อสารน้ำได้ดีกว่าค่าความดันคงที่อย่างความดันหลอดเลือดดำส่วนกลางอย่างชัดเจน แต่ความแม่นยำนั้นอยู่ที่ค่าซึ่งห่างจากจุดตัดพอสมควร ค่าที่คาบเกี่ยวรอบจุดตัดเป็นบริเวณที่ทำนายไม่ได้ทั้งสองทาง การรายงานว่าตอบสนองหรือไม่ตอบสนองจากค่าที่ต่างจากจุดตัดเพียงเล็กน้อย จึงให้ความมั่นใจมากเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับ

ถ้าเงื่อนไขไม่ครบ ยังมีทางอื่น

เมื่อผู้ป่วยหายใจเอง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือตั้งปริมาตรลมหายใจต่ำ การยกขาสูงเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออก เป็นวิธีที่ไม่ติดข้อจำกัดเหล่านั้น เพราะอาศัยเลือดจากขาของผู้ป่วยเองเป็นสารน้ำทดสอบที่ถอนกลับได้ทันทีเมื่อวางขาลง อีกวิธีคือการให้สารน้ำปริมาณน้อยแล้ววัดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจำกัดปริมาณน้ำที่เสียเปล่าไว้ได้หากผู้ป่วยไม่ตอบสนอง

อ้างอิงMichard F, Boussat S, Chemla D, et al. Relation between respiratory changes in arterial pulse pressure and fluid responsiveness in septic patients with acute circulatory failure. Am J Respir Crit Care Med. 2000;162(1):134-138
Marik PE, Cavallazzi R, Vasu T, Hirani A. Dynamic changes in arterial waveform derived variables and fluid responsiveness in mechanically ventilated patients: a systematic review of the literature. Crit Care Med. 2009;37(9):2642-2647
ทบทวนล่าสุด 11 ตุลาคม 2569 · คำนวณในเบราว์เซอร์ ไม่ส่งข้อมูลออกจากเครื่อง
กดเพื่อบอกว่าหน้านี้ใช้ได้จริง